จะหัดเลี้ยงปลาคาร์พ ต้องหัดเลี้ยงน้ำก่อน
ตามฟาร์มขายปลาบางแห่ง สร้างบ่อปลาที่น้ำไม่ลึกนัก ก็ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้ลูกค้ามองเห็นปลาได้ชัด และ
ตักปลาได้ง่าย ความลึกของบ่อควรให้เหมาะสมกับขนาดของบ่อที่จะสร้าง บ่อปลาคาร์พที่ควรมีความลึกประมาณ 1.5-2.5 ม.
ฟาร์มปลาในญี่ปุ่นบางแห่งสร้างบ่อลึกถึง 3 ม. เพื่อเพิ่มปริมาตรน้ำ ให้ปลาได้ออกกำลัง และช่วยรักษาความเสถียรของ
อุณหภูมิน้ำ อย่างไรก็ตาม มร.โคดามะ ประธานบริษัทมิโยชิอิเกะและปรมาจารย์นักเลี้ยงปลาคาร์พ เคยให้คำแนะนำกับผมว่า
น้ำลึกเกินไปก็ไม่ดี เช่น แม้จะสร้างลึกถึง 4-5 ม. ปลาคาร์พก็จะไม่ลงไปอยู่ลึกถึงขนาดนั้น เพราะมีแรงกดดันของน้ำมาก
เกินไป
ผู้เขียนได้รับคำแนะนำจาก Mr.Kato พ่อค้าปลาชาวญี่ปุ่น เจ้าของ Katokoi Farm ว่า หากสามารถสร้างบ่อให้มี
ขนาดใหญ่มากๆและมีน้ำลึก 2.5-3 ม.ได้ ควรแบ่งพิ้นที่ส่วนหนึ่งของบ่อให้มีช่วงที่ตื้น เช่น ประมาณ 1-1.5 ม. เพราะบริเวณ
ที่น้ำตื้นจะมีแรงดันน้ำต่ำกว่า จะเป็นที่ๆให้ปลามาใช้พักผ่อนในตอนกลางคืนได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ๆน้ำลึกและมี
ความดันสูงตลอดเวลา อีกทั้งยังใช้บริเวณที่ตื้นนั้นเป็นจุดที่ให้อาหารปลาประจำ โดยเฉพาะหากต้องการให้อาหารปั้นจมน้ำ
ให้แก่ปลา จะทำได้ง่ายในบริเวณนั้น
การเปลี่ยนน้ำ และการกำจัดของเสีย
ในบ่อดินหรือทะเลสาบ ที่มีปลาคาร์พ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ จะมีน้ำจากแม่น้ำลำธาร หรือจากแหล่งน้ำใต้ดิน
เป็นแหล่งที่มาของน้ำใหม่ที่เข้ามาแทนที่น้ำเดิม หรือเมื่อมีฝนตกลงมา ก็จะนำน้ำใหม่เข้ามา และผลักดันเอาตะกอนต่างๆ
ไหลออกไป เป็นระบบตามธรรมชาติ ที่คอยรักษาสมดุลย์ของคุณภาพน้ำ
ในบ่อปลาคาร์พตามบ้านก็เช่นกัน ควรมีการเติมน้ำใหม่เข้าไปในระบบ เช่นเดียวกับบ่อธรรมชาติ และต้องมีทาง
ระบายสิ่งปฏิกูล และขี้ปลาออกจากบ่อ เพื่อรักษาสมดุลย์ และปรับปรุงคุณภาพของน้ำเดิม บ่อที่ไม่มีการเติมน้ำใหม่อย่าง
สม่ำเสมอ และกำจัดตะกอนตกค้าง จะไม่สามารถรักษาความเสถียร ของคุณภาพน้ำที่ดีได้
ปริมาตรของน้ำ กับจำนวนปลาที่เลี้ยง
แม้แต่บ่อปลาคาร์พที่สร้างขึ้นมาใหญ่ที่สุด ก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับในระบบธรรมชาติได้ ดังนั้นจำนวนปลาที่
เลี้ยงในบ่อที่เราสร้าง จึงไม่สามารถรองรับปริมาณปลาได้มากเทียบเคียงกับบ่อในระบบธรรมชาติ จึงควรกำหนดปริมาณ
การเลี้ยงปลาให้เหมาะสมกับขนาดของบ่อและระบบกรองที่ดี ควรระวังการเลี้ยงปลาที่หนาแน่นเกินไป ในเมืองไทย
มีอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อน ทำให้ออกซิเจนละลายในน้ำได้ยาก การเลี้ยงปลามากไปจะทำให้ปลามีอากาศไม่เพียงพอ ทำให้เกิด
อาการเหงือกบาน และไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่
ปริมาณออกซิเจน
องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของน้ำที่ดี คือการมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ (Dissolved Oxygen)
ที่เพียงพอกับระบบนั้นๆ ปลาคาร์พ และ แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในบ่อกรอง การย่อยสลายของระบบ ล้วนแล้วแต่
มีความต้องการใช้ออกซิเจนทั้งสิ้น การเติมออกซิเจนลงไปเพิ่มเติมในน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น การหมุนเวียนของน้ำในระบบ
การสังเคราะห์แสงของตะไคร่น้ำในบ่อตอนกลางวัน เป็นตัวที่เติมออกซิเจนลงไปในน้ำ แต่หากขนาดของบ่อ จำนวนปลา
และปัจจัยอื่นๆทำให้มีความต้องการออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ก็ควรเพิ่มปริมาณให้เพียงพอ อาจใช้ท่อพ่นเจ็ท (Venturi)
ที่นิยมใช้กัน หรือปั๊มลม โดยผ่านทางหัวทราย ช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ
ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิน้ำที่สูง จะทำให้ออกซิเจนละลายตัวในน้ำได้น้อยลง และเมื่ออากาศร้อน ระบบการย่อย
อาหารของปลาจะทำงานเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการออกซิเจน จึงมีมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในเมืองไทยของเรา
ที่อากาศค่อนข้างร้อนตลอดปี การเพิ่มเติมปริมาณออกซิเจนให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้จึงเป็นสิ่งที่ดี มีคำแนะนำจาก
บางตำราว่าปริมาณออกซิเจนในน้ำที่ดี ควรมีไม่น้อยกว่า 8 ppm. หรือ 8 ส่วนในล้านส่วน ในหนังสือของญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง
มีตารางการแนะนำการเพิ่มออกซิเจนลงในน้ำ โดยใช้ปั๊มลมขนาดต่างๆโดยเทียบกับปริมาตรของน้ำ เช่น น้ำ 5 ตัน ใช้ปั๊ม
40 ลิตร/นาที น้ำ 15 ตัน และ 30 ตัน ใช้ปั๊มขนาด 80 และ 150 ลิตร/นาที เป็นต้น
ในระบบกรองชีวภาพนั้น แบคทีเรียที่ดีที่ก่อตัวอยู่ในระบบจะต้องใช้ออกซิเจนเป็นปริมาณมากในการทำงาน จึงทำให้แบคทีเรีย
เหล่านี้แย่งออกซิเจนมาจากปลาคาร์พ การช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนลงในระบบกรองด้วยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้การก่อตัว
ของแบคทีเรียบนพื้นผิวเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่
BACK | NEXT
|